วันอาทิตย์ที่ 2 สิงหาคม พ.ศ. 2552

ข้อสอบเรื่องปฏิกิริยาเคมี

1. การทดลองในข้อใด ที่มีอัตราการเกิดปฏิกิริยาสูงสุดที่อุณหภูมิเดียวกัน

1. ใส่แผ่นสังกะสี 1 ชิ้น หนัก 1 กรัมลงในกรด HCl 0.1 mol/L
2. ใส่สังกะสีผงละเอียดหนัก 1 ชิ้น หนัก 1 กรัมลงในกรด HCl 0.2 mol/L
3. ใส่แผ่นสังกะสี 2 ชิ้น หนัก 0.5 กรัมลงในกรด HCl 0.2 mol/L
4. ใส่สังกะสีผงละเอียดหนัก 1 ชิ้น หนัก 1 กรัมลงในกรด HCl 0.1 mol/L

2. ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่ออัตราการเกิดปฏิกิริยาเคมี คือข้อใด

1. ความเข้มข้นของสารตั้งต้น ความดัน ตัวเร่งปฏิกิริยา พันธะโคเวเลนต์
2. พันธะโคเวเลนต์ อุณหภูมิ ความเข้มข้นของสารตั้งต้น ความดัน
3. อุณหภูมิ ความเข้มข้นของสารตั้งต้น พื้นที่ผิว ตัวเร่งปฏิกิริยา
4. อุณหภูมิ พันธะโคเวเลนต์ พื้นที่ผิว ตัวเร่งปฏิกิริยา


3. ปฏิกิริยาเติมก๊าซไฮโดรเจนแก่สารอินทรีย์แทบจะไม่เกิดขึ้นเลย ถ้าไม่เติมผงนิกเกิลลงไปในปฏิกิริยา และเมื่อสิ้นสุดปฏิกิริยาแล้วจะได้นิกเกิลเหมือนเดิม ผงนิกเกิลมีผลต่อปฏิกิริยาอย่างไร

1. ลดพลังงานกระตุ้นของปฏิกิริยา
2. เพิ่มความสามารถในการผสมเป็นเนื้อเดียวกันของสารที่ทำปฏิกิริยา
3. เพิ่มพลังงานจลน์ให้แก่โมเลกุลของสารตั้งต้น
4. ทำให้ความเข้มข้นของสารตั้งต้นเพิ่มขึ้น จึงมีการชนกันมากขึ้น

ข้อสอบเรื่องพันธะเคมี

1. ข้อใดจัดว่าเป็นแรงยึดเหนี่ยวระหว่างโมเลกุล
1. พันธะโควาเลนต์
2. พันธะไอออนิก
3. พันธะโลหะ
4. พันธะไฮโดรเจน


2. พันธะเคมี หมายถึง อะไร
1. แรงยึดเหนี่ยวระหว่างอะตอม
2. การอยู่รวมกันของโมเลกุล
3. การอยู่รวมกันของอะตอม
4. พลังงานที่ทำให้อะตอมสลายตัว


3. การเกิดสารประกอบไอออนิกส่วนใหญ่จะเกิดจาก ธาตุประเภทใดมารวมตัวกัน
1. เกิดได้ทั้งหมด
2. โลหะ กับ โลหะ
3. โลหะ กับ อโลหะ
4. อโลหะ กับ อโลหะ


4. ข้อใดไม่เกี่ยวข้องกับพันธะเคมี
1. ให้อิเล็กตรอนกับอะตอมอื่น
2. ใช้อิเล็กตรอนร่วมกัน
3. รับอิเล็กตรอนจากอะตอมอื่น
4. แย่งอิเล็กตรอนกับอะตอมอื่น


5. สารละลายที่เกิดจากปฏิกิริยาระหว่างธาตุ หมู่ 1 กับน้ำ มีสมบัติอย่างไร
1. เป็นกรด
2. เป็นได้ทั้งกรดและเบส
3. เป็นเบส
4. เป็นกลาง



6. การที่อะตอมพยายามปรับตัวเองให้อยู่ในสภาพเสถียรโดยทำให้อิเล็กตรอนวงนอกสุดเท่ากับ 8 เราเรียกกฎนี้ว่าอะไร
1. กฎไอออนิก
2. กฎออกซิเดชั่น
3. กฎโคเวเลนต์
4. กฎออกเตต



7. เหตุใดสารโคเวเลนท์จึงมีจุดเดือด จุดหลอมเหลวต่ำ
1. สารโคเวเลนท์มีแรงยึดเหนี่ยวระหว่างโมเลกุลน้อย
2. สารโคเวเลนท์มักสลายตัวได้ง่าย
3. สารโคเวเลนท์ไม่มีประจุไฟฟ้า
4. สารโคเวนเลนท์มักมีโมเลกุลขนาดเล็ก


8. อะตอมของธาตุที่มีการถ่ายประจุแล้วมีโปรตอนมากกว่าอิเล็กตรอนเราเรียกอะตอมของธาตุนั้นว่าเป็นไอออนชนิดใด
1. ไอออนลบ
2. ไอออนเสถียร
3. ไอออนสมดุล
4. ไอออนบวก


9. พันธะเดี่ยว หมายถึงอะไร
1. อะตอมของธาตุใช้อิเล็กตรอนร่วมกัน 1 คู่
2. อะตอมของธาตุใช้อิเล็กตรอนร่วมกัน 1 คู่อะตอม
3. อะตอมของธาตุรวมกันอยู่โดยใช้อิเล็กตรอนร่วมกัน 1 คู่
4. โมเลกุลของธาตุใช้ร่วมกันอยู่ 1 โมเลกุล


10. ข้อใดกล่าวไม่ถูกต้องเกี่ยวกับสมบัติของสารประกอบไอออนิก
1. มีผลรวมของประจุสุทธิ เป็น ศูนย์
2. จัดเรียงตัวเป็นผลึก
3. นำไฟฟ้าได้ทุกสถานะ
4. เกิดจากการรวมตัวของไอออนบวกกับไอออนลบ


ที่มา

http://www.thaigoodview.com/library/contest2551/science04/109/unt8/test8.htm

ข้อสอบเรื่องโครงสร้างอะตอม

1.ธาตุตัวหนึ่งมีเลขอะตอมเป็น 80 เลขมวล 120 จะมีอิเล็กตรอนกี่ตัว
1. 80 ตัว
2. 200 ตัว
3. 40 ตัว
4. 120 ตัว


2.อนุภาคมูลฐานใดอยู่ในนิวเคลียสของอะตอม
1. นิวตรอนและอิเล็กตรอน
2. อิเล็กตรอน
3. โปรตอนและอิเล็กตรอน
4. โปรตอนและนิวตอน


3.ธาตุ A และ B เป็นไอโซโทปซึ่งกันและกัน จะมีอนุภาคใดต่างกัน
1. โปรตอน
2. นิวตรอน
3. อิเล็กตรอน
4. เลขอะตอม


4.จำนวนอิเล็กตรอนในระดับพลังงานนอก สุดของซิลิคอน (Si) ซึ่งมีจำนวนอิเล็กตรอนในอะตอมทั้งสิ้น 14 เวเลนซ์อิเล็กตรอนเป็น เท่าไร
1. 3
2. 5
3. 4
4. 2


5.ข้อใด ไม่ถูกต้อง
1. ธาตุที่อยู่ในหมู่เดียวกันจะมีคุณสมบัติต่างกัน ส่วนธาตุที่อยู่ในคาบเดียวกันจะมีคุณสมบัติเหมือนกัน
2. ธาตุที่อยู่ในแถวเดียวกันเรียกว่าอยู่ในคาบเดียวกัน
3. ธาตุที่อยู่ทางขวาของตารางธาตุจะมีความเป็นอโลหะ ส่วนธาตุที่อยู่ทางซ้ายของตารางธาตุจะมี ความเป็นโลหะ
4. ธาตุที่อยู่ในแนวดิ่งเดียวกันเรียกว่าอยู่ในหมู่เดียวกัน


6.แบบจำลองอะตอมของใครที่กล่าวว่า "อะตอมมีลักษณะเป็นทรงกลมประกอบด้วยอนุภาคโปรตอนซึ่งมีประจุบวกและอิเล็กตรอนที่มีประจุลบกระจายอยู่ทั่วไปอย่างสม่ำเสมอ โดยอะตอมจะมีสถานะเป็นกลางทางไฟฟ้า จำนวนประจุบวกเท่ากับจำนวนประจุลบ"
1. เจ เจ ทอมสัน
2. ลอร์ด เออร์เนสต์ รัทเทอร์ฟอร์ด
3. นีลส์ โบร์
4. จอห์น ดอลตัน


7. การนำอะตอมตั้งแต่ 2 ตัวมารวมกัน ซึ่งอะตอมนั้นอาจเป็นชนิดเดียวกันหรือต่างชนิดกันก็ได้ คือ ข้อใด
1. ธาตุ
2. ไอออน
3. โมเลกุล
4. ไอโซโทป


8. จำนวนอิเล็กตรอนในระดับพลังงานที่ 3 มีกี่ตัว
1. 32 ตัว
2. 8 ตัว
3. 16 ตัว
4. 18 ตัว


ที่มา

http://www.thaigoodview.com/library/contest2551/science04/109/unt7/test7.htm

ปฏิกิริยาเคมี

ปฏิกิริยาเคมี

ปฏิกิริยาเคมี (chemical reaction) หมายถึง การเปลี่ยนแปลงที่ทำให้เกิดสารใหม่ มีสมบัติต่างจากสารเดิม สารก่อนการเปลี่ยนแปลงเรียกว่า สารตั้งต้น (reactant) และสารที่เกิดใหม่เรียกว่า ผลิตภัณฑ์ (product)ในขณะที่เกิดปฏิกิริยาเคมี นอกจากได้สารใหม่แล้วยังอาจเกิดการเปลี่ยนแปลงในด้านอื่นๆ อีกได้ เช่น การเปลี่ยนแปลงพลังงานตัวอย่างการเกิดปฏิกิริยาเคมีที่น่าสนใจเช่นเมื่อนำลวดแมกนีเซียมใส่ลงในสารละลายกรดไฮโดรคลอริก เป็นปฏิกิริยาระหว่างโลหะ (แมกนีเซียม) กับกรด (กรดไฮโดรคลอริก) สารทั้งสองจะทำปฏิกิริยากัน เกิดการเปลี่ยนแปลงได้สารใหม่เกิดขึ้นดังสมการ
เขียนเป็นสัญลักษณ์ของธาตุและสารประกอบในปฏิกิริยาได้ดังนี้
Mg = แมกนีเซียม
HCl = กรดไฮโดรคลอริก (กรดเกลือ)
MgCl2 = แมกนีเซียมคลอไรด์
H2 = ไฮโดรเจน
เขียนเป็นสัญลักษณ์ของธาตุและสารประกอบในปฏิกิริยาได้ดังนี้

K = โพแทสเซียม

HCl = กรดไฮโดรคลอริก (กรดเกลือ)

KCl = โพแทสเซียมคลอไรด์

H2 = ไฮโดรเจน

เขียนเป็นสัญลักษณ์ของธาตุและสารประกอบในปฏิกิริยาได้ดังนี้

Na = โซเดียมHCl = กรดไฮโดรคลอริก (กรดเกลือ)

NaCl = โซเดียมคลอไรด์ (เกลือแกง)

H2 = ไฮโดรเจน

แต่ถ้าเปลี่ยนสารตั้งต้นของปฏิกิริยาจากกรดไฮโดรคลอริก (HCl) เป็นน้ำ (H2O) สามารถเขียนความสัมพันธ์ระหว่างสารตั้งต้น เป็นผลิตภัณฑ์ได้ดังนี้

เขียนเป็นสัญลักษณ์ของธาตุและสารประกอบในปฏิกิริยา ได้ดังนี้

Mg = แมกนีเซียม

H2O = น้ำ

Mg(OH)2 = แมกนีเซียมไฮดรอกไซด์

H2 = ไฮโดรเจน

เขียนเป็นสัญลักษณ์ของธาตุและสารประกอบในปฏิกิริยาได้ดังนี้
Na = โซเดียม

H2O = น้ำ
NaOH = โซเดียมไฮดรอกไซด์
H2 = ไฮโดรเจน

เขียนเป็นสัญลักษณ์ของธาตุและสารประกอบในปฏิกิริยาได้ดังนี้

Ca = แคลเซียม

H2O = น้ำ

Ca(OH)2 = แคลเซียมไฮดรอกไซด์

H2 = ไฮโดรเจน

ประเภทของปฏิกิริยาเคมี
ปฏิกิริยาเคมีจำแนกได้ 3 ประเภทดังนี้

1. ปฏิกิริยาการรวมตัว (combination) เป็นปฏิกิริยาที่เกิดจากการรวมตัวของสารโมเลกุลเล็กรวมกันเป็นสารโมเลกุลใหญ่ หรือเกิดจากการรวมตัวของธาตุซึ่งจะได้สารประกอบ ดังเช่น

2. ปฏิกิริยาการแยกสลาย (decomposition) เป็นปฏิกิริยาที่เกิดการแยกสลายของสารโมเลกุลใหญ่ให้ได้สารโมเลกุลเล็กลง ดังเช่น

3. ปฏิกิริยาการแทนที่ (replacement) เป็นปฏิกิริยาการแทนที่ของสารหนึ่งเข้าไปแทนที่อีกสารหนึ่ง ดังเช่น


ปัจจัยที่มีผลต่อการเกิดปฏิกิริยาเคมี

ปัจจัยที่มีผลต่อการเกิดปฏิกิริยาเคมี หมายถึงสิ่งที่จะมีผลทำให้ปฏิกิริยาเคมีเกิดขึ้นเร็วหรือช้า ได้แก่
1. ความเข้มข้น สารละลายที่มีความเข้มข้นมากกว่าจะเกิดปฏิกิริยาได้เร็วกว่าสารละลายที่เจือจาง
2. พื้นที่ผิว ของแข็งที่มีพื้นที่ผิวมากกว่าจะเกิดปฏิกิริยาได้เร็วกว่า
3. อุณหภูมิ ที่ที่มีอุณหภูมิสูงกว่าจะเกิดปฏิกิริยาได้เร็วกว่าที่ที่มีอุณหภูมิต่ำกว่า
4. ตัวเร่งปฏิกิริยาหรือตัวคะตะลิสต์ (catalyst) เป็นสารชนิดต่างๆ ที่สามารถทำให้เกิดปฏิกิริยาได้เร็วขึ้น

ปฏิกิริยาเคมีที่พบในชีวิตประจำวันและผลต่อสิ่งแวดล้อม
ปฏิกิริยาเคมีเกิดจากสารทำปฏิกิริยากันแล้วได้สารใหม่ ซึ่งสารนั้นคือผลิตภัณฑ์ ผลิตภัณฑ์ที่ได้นั้นมีทั้งประโยชน์และโทษ รอบๆ ตัวเรามีปฏิกิริยาเกิดขึ้นมากมาย เช่น ปฏิกิริยาชีวเคมีในร่างกาย การเกษตรกรรม อุตสาหกรรม ตัวอย่างเหล่านี้ล้วนเกี่ยวกับปฏิกิริยาเคมีทั้งสิ้น จึงเห็นได้ว่าปฏิกิริยาเคมีมีความสำคัญต่อชีวิตอย่างยิ่ง

1. ฝนกรด เมื่อเกิดฝนตกลงมา น้ำ (H2O) จะละลายแก๊สต่างๆ ที่อยู่ในอากาศตามธรรมชาติ เช่น แก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) แก๊สซัลเฟอร์ไดออกไซด์ (SO2) แก๊สไนโตรเจนไดออกไซด์ (NO2) เมื่อน้ำละลายแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ในอากาศ จะทำให้น้ำฝนมีสภาพเป็นกรดคาร์บอนิก (H2CO3) ดังสมการ

เมื่อน้ำฝนที่มีสภาพเป็นกรดไหลไปตามภูเขาหินปูนก็จะทำปฏิกิริยากับแคลเซียมคาร์บอเนต (CaCO3) ในหินปูน และได้สารละลายแคลเซียมไฮโดรเจนคาร์บอเนต (Ca(HCO3)2) ออกมา ดังสมการ

เมื่อสารละลายแคลเซียมไฮโดรเจนคาร์บอเนตไหลซึมไปตามเพดานถ้ำ น้ำจะระเหยไปเหลือแต่หินปูนเกาะจนกลายเป็นหินย้อยที่เพดานถ้ำ ถ้าสารละลายนี้หยดลงบนพื้นถ้ำ เมื่อน้ำระเหย ไปจะกลายเป็นหินงอกต่อไปสรุปปฏิกิริยาเคมีในการเกิดหินย้อยและหินงอก







รูปแสดงหินย้อย






2. ปฏิกิริยาโลหะหรืออโลหะกับแก๊สออกซิเจน เมื่อนำธาตุโลหะ เช่น โซเดียม (Na) หรือแมกนีเซียม (Mg) ทำปฏิกิริยากับแก๊สออกซิเจน จะทำให้เกิดเปลวไฟสว่างและเกิดสารประกอบ ออกไซด์ของโลหะ ส่วนธาตุอโลหะ เช่น คาร์บอน (C) เมื่อทำปฏิกิริยา กับแก๊สออกซิเจนจะทำให้เกิดเปลวไฟสว่างและเกิดสารประกอบออกไซด์ของอโลหะตัวอย่างสมการแสดงการเกิดปฏิกิริยาการรวมตัวของธาตุกับแก๊สออกซิเจน ซึ่งทำให้เกิดเป็นสารประกอบออกไซด์ เช่น
3. ปฏิกิริยาออกไซด์ของโลหะหรืออโลหะกับน้ำ ออกไซด์ของโลหะเมื่อนำมาละลายน้ำจะให้สารละลายเบส ดังตัวอย่าง


ออกไซด์ของอโลหะเมื่อนำมาละลายน้ำจะให้สารละลายกรด ดังสมการ

สารละลายที่ได้คือ สารที่เป็นเบสและสารที่เป็นกรด สามารถตรวจสอบความเป็นกรดและเบสได้โดยใช้อินดิเคเตอร์หรือกระดาษลิตมัส
4. ปฏิกิริยาของโลหะกับน้ำ กรด หรือเบส เมื่อนำโลหะมาทำปฏิกิริยากับน้ำจะได้สารที่มีสมบัติเป็นเบส ดังตัวอย่าง

แต่เมื่อนำโลหะมาทำปฏิกิริยากับกรดจะได้เกลือกับแก๊สไฮโดรเจน ดังตัวอย่าง

และเมื่อนำโลหะบางชนิดมาทำปฏิกิริยากับเบสจะได้เกลือกับน้ำเกิดขึ้น


5. ปฏิกิริยากรดกับเบส เมื่อนำสารละลายกรดกับสารละลายเบสมาทำปฏิกิริยากันจะได้เกลือกับน้ำ ดังตัวอย่าง


6. ปฏิกิริยากรดกับสารคาร์บอเนต สารประกอบคาร์บอเนตเมื่อทำปฏิกิริยากับกรดจะให้แก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ ดังตัวอย่าง